|
ข้อมูลหาย ยิ่งกว่าฝันร้ายในยุค IT
ในทศวรรษนี้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกแขนงต่างต้องเคยได้ยินคำว่า "กู้ข้อมูล" ผ่านหูกันบ้างพอสมควร และบางท่านอาจจะเคยประสบกับคำนี้แบบปวดใจด้วยตนเองมาแล้ว เมื่อฮาร์ดดิสก์เกิดใช้งานไม่ได้กระทันหันและตกอยู่ในสภาะวะ "ข้อมูลหาย" ยิ่งถ้าเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญต่ออาชีพ และตำแหน่งหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่ด้วยแล้วล่ะก็ ปัญหาข้อมูลหายนั้นเป็นยิ่งกว่าฝันร้ายของเจ้าของข้อมูล ถึงขนาดที่อยากจะหายตัวไปจากโลกนี้เลยทีเดียว
นับตั้งแต่ที่คอมพิวเตอร์ได้ถือกำเนิดขึ้นในยุคแรก (ช่วง ปี ค.ศ.1940) มาจนถึงยุคปัจจุบันที่คอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพสูงสุด บริษัทผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์แต่ละรายต่างเร่งพัฒนาฮาร์ดดิสก์ให้มีความจุมากขึ้นพร้อมกับความเร็วที่สูงขึ้น และต่อยอดมาจนถึงการผลิตฮาร์ดดิสก์ที่พกพาไปใช้งานกับคอมพิวเตอร์เครื่องไหนๆ ก็ได้ด้วยสาย Interface เพียงเส้นเดียว อย่าง USB ในขณะที่มีราคาถูกลงมากเมื่อเทียบกับความจุ ซึ่งฮาร์ดดิสก์ในปัจจุบันจะมีความจุอยู่ที่ระดับ GByte (Gigabyte) ไปจนถึงระดับ TByte (Terrabyte) ซึ่งสามารถเปรียบเทียบหน่วยที่ใช้บอกความจุของฮาร์ดดิสก์ได้ดังนี้
1TByte (Terabyte) 1GByte (Gigabyte) 1MByte (Megabyte) 1Kbyte (Kilobyte) และ 1Byte |
= 1024GByte = 1024MByte = 1024KByte = 1024Byte = 8bit |
 |
ในการสร้างอักขระ 1 ตัวอักษรนั้น คอมพิวเตอร์ถูกกำหนดให้ใช้ข้อมูลจำนวน 1bit เรียงต่อกัน 8 หลัก (เท่ากับ 1Byte) เพื่อให้ได้ตัวอักษรแค่ตัวเดียว เช่น เลข 1 จะถูกแปลงค่าและเขียนแทนด้วย [00110001] ดังนั้นข้อมูล 1 ตัวอักษรจะเท่ากับข้อมูลจำนวน 1Byte เสมอ หากสมมติให้ฮาร์ดดิสก์บันทึกข้อมูลทีละ 1bit ต่อพื้นที่ 1 mm. บนจานแม่เหล็กแล้วนั้น ข้อมูลที่มีขนาด 1GByte จะต้องใช้พื้นที่ยาวถึง 8,589,934,952 mm. (แปดพันห้าร้อยแปดสิบเก้าล้านเก้าแสนสามหมื่นสี่พันเก้าร้อยห้าสิบสองมิลลิเมตร) หรือถ้าแปลงเป็นหน่วย Km. (Kilometer) แล้วล่ะก็ จะต้องใช้ความยาวมากกว่า 8,589 Km. เลยทีเดียว และเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้อมูลขนาด 1bit จำนวนมหาศาลจึงถูกบีบอัดด้วยวิวัฒนาการและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของมนุษย์ ที่ทำให้เราสามารถเก็บบันทึกข้อมูลทั้งหมดไว้ในฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดเท่าฝ่ามือได้อย่างน่าอัศจรรย์
ข้อมูลหายได้อย่างไร ? ฮาร์ดดิสก์จะสามารถบันทึกข้อมูลหรือแสดงผลของข้อมูลออกมาให้เราได้นั้น จะต้องประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 3 ส่วน คือ 1.) จานบันทึกข้อมูล (Platter) 2.) ทางผ่านของข้อมูล (Hardware) และ 3.) คำสั่งในการโอนถ่ายข้อมูล (Software) ถ้าทั้งสามส่วนหรือส่วนใดส่วนหนึ่งไม่สามารถทำงานได้ตามปกติจนส่งผ่านข้อมูลไม่ได้ หรือแม้แต่ตัวข้อมูลเองที่มีสถานะเป็นขั้วแม่เหล็กเกิดเสื่อมสภาพ (Bad Sector) จนแปลงค่าออกมาไม่ได้แล้วนั้น นั่นก็คือสภาวะของข้อมูลหาย ข้อมูลหายสามารถจำแนกได้ 2 ประเภทดังนี้
ข้อมูลหายทาง ซอฟท์แวร์ (Logical Failure) ได้แก่ • เพลอลบทิ้ง, ลงวินโดวส์ใหม่ หรือฟอร์แมทโดยลืมสำรองข้อมูลไว้ก่อน • โครงสร้างของข้อมูลเสียหาย • ชุดคำสั่งบนฮาร์ดดิสก์ (Firmware) ทำงานผิดพลาด • ไฟล์ข้อมูลถูกไวรัสโจมตี • อื่นๆ
ข้อมูลหายทาง ฮาร์ดแวร์ (Physical Failure) ได้แก่ • ฮาร์ดดิสก์เสียจากไฟฟ้าลัดวงจร, น้ำเข้า, ตกกระแทก หรือได้รับการกระทบกระเทือนในขณะที่กำลังทำงาน • จานแม่เหล็ก (Platter) ไม่หมุน, หัวอ่าน (Header) ชำรุด, เกิด Bad Sector • ฮาร์ดดิสก์หมดสภาพตามอายุการใช้งาน • อื่นๆ
ที่ผ่านมาปัญหาข้อมูลหายจากสาเหตุทั้ง 2 ประเภท มักจะสร้างความโกลาหลต่อเจ้าของข้อมูลแทบทุกราย เพราะข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นและเร่งด่วนเสมอ โดยต่างก็ค้นหาหนทางที่จะได้ข้อมูลสำคัญกลับคืนมา ซึ่งในยุคปัจจุบัน การกู้ข้อมูล ก็เป็นหนทางที่เริ่มได้รับความนิยมเป็นอันดับแรก เพราะการกู้ข้อมูลนั้นมีประโยชน์และคุ้มค่าจากเหตุผล 3 ประการดังนี้
1.) กู้ข้อมูล เพราะข้อมูลนั้นหาทดแทนไม่ได้อีกแล้ว เช่น ภาพถ่ายงานแต่งงาน หรือภาพถ่ายที่สะสมไว้ ซึ่งบางรูปไม่สามารถย้อนเวลากลับไปถ่ายภาพได้อีกแน่นอน 2.) กู้ข้อมูล ประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าค่าจ้างในการจัดทำข้อมูลขึ้นมาใหม่ เช่น ค่าล่วงเวลาพนักงานที่ต้องทำงานซ้ำ, ค่าจ้าง Outsource สำหรับงานโฆษณา หรือค่าจ้างออกแบบผลิตภัณฑ์ชั้นสูงของธุรกิจ ที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ 3.) กู้ข้อมูล ใช้เวลาน้อยกว่าการสร้างข้อมูลใหม่ เช่น ข้อมูลนักศึกษาที่กำลังทำวิทยานิพนธ์ ต้องส่งก่อนจบการศึกษา หรือข้อมูลทางธุรกิจและข้อมูล Present ต่างๆ ที่ต้องใช้ติดต่อเสนอโครงการในการทำธุรกิจ
แม้ว่าการกู้ข้อมูลคือหนทางและความหวังที่วิเศษที่สุดสำหรับเหตุผลทั้ง 3 ประการ แต่การกู้ข้อมูลก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ทำให้กู้ข้อมูลไม่ได้ "แล้วสาเหตุใดบ้างล่ะที่ทำให้กู้ข้อมูลไม่ได้!" ติดตามตอนต่อไป
บทความ โดย ศูนย์กู้ข้อมูล idrLAB.com
|